บอกต่อข้อดี 5 ประการของการฝึกใจที่ได้ประโยชน์ต่อการทำงาน

ความสำคัญในชีวิตของคนเรา นอกจากเรื่องของการให้เวลากับครอบครัวแล้วก็ยังมีเรื่องของการทำงานที่สำคัญเช่นเดียวกัน ดังคำพูดที่ฮิตติดหูกันในยุคดิจิตอลนี้ว่าการบาลานซ์ชีวิตที่ดีที่สุดคือการทำให้เรื่องส่วนตัวและเรื่องงานสมดุลกัน หรือก็คือทำให้มี Work and Life Balance ที่ดีนั่นเอง และเครื่องมือหนึ่งที่ทุกคนสามารถปรับใช้กับชีวิตเพื่อให้มี Work and Life Balance ที่ดีได้คือการฝึกใจและสมาธิในที่ทำงาน วันนี้เราจะมาบอกประโยชน์ของการฝึกใจและสมาธิในที่ทำงานเพื่อจะได้รักษาสมดุลให้ตัวเองและครอบครัวได้กัน

ความสำคัญอย่างหนึ่งของคนเราที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตามที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้นั้นคือความสามารถในการบริหารวิธีคิดหรือฝึกใจให้มีสมาธิในการจัดการชิ้นงานในแต่ละวันที่ได้รับมอบหมายได้ เนื่องจากการบริหารวิธีคิดหรือฝึกใจนั้นมีส่วนช่วยให้คนเราสามารถจัดลำดับความสำคัญของงาน รู้จักการวางแผนการทำงาน ตลอดจนปลุกไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและทำสำเร็จได้รวดเร็วขึ้นได้ ดังนั้นการฝึกใจจึงมีประโยชน์ต่อการทำงาน ดังนี้

1.ช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์หรือแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการทำงาน ความหมายคือเมื่อจิตใจเราสงบบวกกับสามารถจัดเรียงความคิดหรือจินตนาการในสมองให้เป็นระเบียบ เป็นขั้นตอนหรือเป็นระบบได้ ก็จะเกิดเป็นแนวความคิดใหม่ หรือความสร้างสรรค์ชิ้นงานใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน

2.การฝึกใจช่วยให้สมองเฉียบคมขึ้น รวมถึงสามารถจัดระเบียบการทำงานให้สำเร็จไปทีละอย่างได้ เนื่องจากในวันหนึ่ง ๆ เราต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหลายฝ่าย การฝึกใจจะช่วยให้เรามีสมาธิในการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ขณะเดียวกันก็หันกลับมาสานงานต่อได้ทันที

3.การฝึกใจคือเครื่องมือช่วยคลายความเครียด สังคมทุกวันนี้มีข่าวคราวหรือเรื่องราวต่างๆ เข้ามาสร้างความเครียดให้กับเรามากมาย ไหนจะเรื่องโควิด-19 ไหนจะเรื่อง Work from home ที่ต้องประชุมแทบทั้งวัน ยังมีการต้องจัดระเบียบการเรียนออนไลน์ให้ลูก ๆ อีก การฝึกใจจึงเป็นหนทางที่ช่วยทำให้มีสติและสมาธิในการจัดการทุกสิ่งอย่างที่เข้ามาในเวลาเดียวกันได้อย่างเป็นระบบ

4.ช่วยให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ความคิดที่ฟุ้งซ่านนอกจากช่วยทำให้เครียดมากขึ้น ยังช่วยเพิ่มแรงกดดันในชีวิตได้อีก การฝึกใจจึงเป็นตัวช่วยในการบริหารวิธีคิด คือการช่วยให้เราสามารถควบคุมความคิดและจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้ดี

5.ช่วยให้มีความคิดบวก ความคิดบวกถือเป็นพลังงานชนิดหนึ่งในร่างกายที่นอกจากช่วยยกระดับจิตใจ ยังช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายในสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ ซึ่งแน่นอนว่าดีกว่าพลังงานลบเป็นไหน ๆ

ในชีวิตของคนเรามีเรื่องให้เครียด หรือทำให้สภาวะจิตใจแย่ลงทุกวันมากพออยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อให้สภาพจิตใจดีจนก่อเกิดเป็นพลังงานบวกในร่างกาย จงใช้การฝึกใจเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้คนเราสามารถมี Work and Life Balance ที่ดีกันเถอะ

4 คุณสมบัติเด่นของสาวสตรอง ใครอยากเป็นสาวแกร่งต้องทำตาม

ต้องยอมรับว่าในยุคนี้มีผู้หญิงจำนวนมากที่ทำงานเก่งแถมมีความสามารถไม่แพ้คุณผู้ชายเลยสักนิด และในบทบาทการทำงานแน่นอนว่าใครสตรองกว่าย่อมได้เปรียบ เพราะคนเหล่านั้นมักฉายแววโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับของคนทำงานด้วยกัน นั่นทำให้สาว ๆ หลายคนฝันอยากเป็นสาวเก่งเพื่อเป็นที่ยอมรับ แต่รู้หรือไม่ว่าการเป็นสาวสตรองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าจะเป็นได้นั้น​ ก็จำเป็นต้องมี 4 คุณสมบัติหลักที่สาวแกร่งมีกันทุกคน

1.เป้าหมายชัดเจน
เป้าหมายชัดเจนนับเป็นตัวกำหนดทางเดินชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะจะทำให้รู้ความต้องการของตัวเองและยังทำให้เลือกทางเดินชีวิตง่ายยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นสาว ๆ สายสตรองจึงมักกำหนดเป้าหมายเอาไว้อย่างชัดเจน เริ่มต้นจากเป้าหมายเล็ก ๆ เช่น วันนี้ฉันจะทำอะไรให้สำเร็จบ้าง ไปจนถึงเป้าหมายใหญ่ เช่น ฉันจะต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงก่อนอายุ 40 ปีให้ได้ เป็นต้น ซึ่งการทราบเป้าหมายตนเองนอกจากทำให้มีแนวทางดำเนินชีวิตชัดเจนแล้ว ยังทำให้ไม่หลุดโฟกัส เพราะผู้หญิงเหล่านั้นจะมองไปยังเป้าหมายของตนเองเสมอ

2.พูดจาฉะฉาน
เพราะการพูดจาฉะฉานมีส่วนสำคัญทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือ สังเกตจากการนำเสนองานในห้องประชุมที่หากผู้พูดได้พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ ย่อมทำให้น่าฟังและเรียกความสนใจจากคนในห้องประชุมได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็มีสาว ๆ หลายคนไม่ค่อยมั่นใจเวลาพูดหรือนำเสนองานเท่าไหร่ แนะนำให้ฝึกพูดกับกระจก เพราะการฝึกพูดจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและทำให้อธิบายได้อย่างคล่องแคล่ว โดยควรฝึกอย่างสม่ำเสมอ รับรองว่าจะสามารถพูดจาได้ฉะฉานมากขึ้นแน่นอน

3.แต่งกายรู้กาลเทศะ
เมื่อพูดถึงสาวสายสตรอง หลายคนอาจมองว่าต้องแต่งตัวเปรี้ยวจัดแบบสาวมั่น แต่บอกเลยว่าสาวสายสตรองไม่ได้เน้นการแต่งตัวให้เปรี้ยวจัดเสมอไป สิ่งสำคัญคือการแต่งกายให้ถูกกาลเทศะ เหมาะสมกับสถานที่ เช่น วันที่ต้องพบลูกค้าควรเลือกแต่งกายให้ดูภูมิฐานเพื่อความน่าเชื่อถือ เป็นต้น ที่สำคัญยังต้องแต่งตัวให้เหมาะกับรูปร่างและเลือกแต่งกายให้ตัวเองมั่นใจที่สุด

4.พัฒนาตนเองเสมอ
อีกหนึ่งคุณสมบัติที่สาวแกร่งต้องมีคือต้องปฏิบัติตัวเหมือนน้ำไม่เต็มแก้วที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่เสมอ ดังนั้น สาว ๆ ประเภทนี้มักเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดเวลา เรียกว่าไม่เคยหยุดหาความรู้ ไม่ว่าจะเป็น การอ่านหนังสือ การทำอาหาร หรือลงคอร์สเรียนเพื่อเพิ่มทักษะใหม่ ๆ

หากต้องการเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้หญิงที่เก่งและแกร่งทั้งด้านการใช้ชีวิตและการทำงาน สิ่งสำคัญคือเป้าหมายต้องชัดและหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เนื่องจากเป้าหมายคือตัวกำหนดเส้นทางเดินในชีวิต ส่วนการไม่หยุดพัฒนาตนเองจะทำให้คุณมีทักษะใหม่ ๆ จนกลายเป็นสาวสตรองและเป็นที่ยอมรับในที่สุด

เดอ ปอล เผย ! ดีใจที่มาอยู่กับ แอตเลติโก มาดริด อย่างเป็นทางการ

โรดริโก้ เดอ ปอล เพลย์เมกเกอร์จอมเทคนิคชาวอาร์เจนติน่าของทีม แอตเลติโก มาดริด ได้กล่าวว่าเขามีความสุขกับการลงซ้อมวันแรกของเขากับทีม แอตเลติโก มาดริด เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

กองกลางรายนี้ ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับสื่อของสโมสรเกี่ยวกับการย้ายออกจาก อูดิเนเซ่ ของเขา เพื่อมาเล่นให้กับ แอตเลติโก มาดริด อย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าจะเป็นจอมทัพตัวหลักของทีมและ เบียด ซาอูล ญีเกซ กองกลางชาวสเปนหลุดเป็นตัวสำรองอย่างถาวรด้วยแน่นอน และอาจจะกระเทือนไปถึงตัวรุกทั้งหลายด้วย ซึ่งตัวของ เดอ ปอล เล่นได้หมดในตำแหน่งตัวรุกและมี ทีเด็ดบอล ที่ไม่ธรรมดา

“นี่เป็นสโมสรขนาดใหญ่ แต่ผู้คนที่นี่ก็ทำให้ผมรู้สึกได้เหมือนตัวเองเป็นสมาชิกในครอบครัวของพวกเขา” เขากล่าว

“นี่เป็นหนึ่งในความฝันของผม ผมจะได้เติมเต็มความฝันของตัวเอง และผมต้องการสร้างประวัติศาสตร์ที่สโมสรที่สวยงามแห่งนี้ด้วยเช่นกัน”

“กลุ่มนักเตะต้อนรับผมเป็นอย่างดี ผมมีความสุขจริงๆ และพยายามปรับตัวให้คุ้นเคยกับทีมชุดนี้ด้วย”

การได้ทำงานกับดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ถือว่าเป็นสิ่งที่พิเศษสำหรับจอมทัพชาวอาร์เจนติน่าโดยเฉพาะ และ เดอ ปอล ก็คิดว่าเขาจะช่วยให้จอมเทคนิครายนี้พัฒนาฝีเท้าได้จริงๆ

“ผมจะได้ร่วมงานกับโค้ชที่น่าเหลือเชื่อแบบเขา”

“อาชีพค้าแข้งและความสำเร็จของเขาในฐานะโค้ช เขาทำไว้มากมายและจะไม่มีวันลืมเลย”

“ผมจะได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมายจากเขา และนั่นจะกระตุ้นผมได้อย่างมากเลยครับ”

บอกลาผมเสียด้วย 3 ขั้นตอนสำคัญ

เส้นผมเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายที่สามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับสาว ๆ หลายคน ซึ่งถ้าหากว่าใครที่มีสุขภาพผมที่ดีก็สามารถทำให้มีความน่าสนใจและทำให้องค์รวมต่าง ๆ ของบุคลิกภาพและร่างกายดูดีมากขึ้นได้ แต่ทว่าสาว ๆ หลายคนก็เผชิญกับปัญหาผมเสียกันอย่างต่อเนื่องด้วยการที่ผ่านการทำเคมี ผ่านความร้อน และอื่น ๆ อีกมากมาย ส่งผลให้ผมเสีย แตกปลาย ชี้ฟู ไม่มีน้ำหนัก ดังนั้นเราจึงจะพาทุกคนไปบอกลาผมเสียด้วย 3 ขั้นตอนสำคัญ ซึ่งจะทำให้คุณหมดกังวลปัญหาเส้นผม กลับมามีบุคลิกดีได้อย่างที่ต้องการ

1.ระวังการใช้ความร้อน อย่างที่เราทราบดีว่าผมเสียที่มีการแห้งปลาย นั้นเกิดจากการที่เราใช้ความร้อนบ่อย ๆ เป็นประจำ สิ่งที่สามารถทำได้ก็คือการใช้ความร้อนกับเส้นผมอย่างเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่นการเป่าผม จากที่เมื่อก่อนจะต้องใช้ลมร้อนเป่าผม ก็ควรที่จะสลับเป็นการใช้ลมเย็นด้วย หรืออาจจะปรับระดับความร้อนของไดร์เป่าผมเป็นระดับที่ร้อนไม่มากเพื่อลดการทำร้ายเส้นผมจากความร้อนที่มากเกินไป สำหรับใครที่ต้องใช้ความร้อนในการดัดผม ยืดผม สิ่งที่ควรทำก่อนและหลังคือการบำรุงผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพื่อให้เส้นผมถูกทำร้ายจากความร้อนน้อยที่สุด

2.แชมพู ครีมนวดผม เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก ๆ คือการเลือกแชมพู ครีมนวดผมที่เหมาะสำหรับเส้นผมที่อ่อนแอ แห้งเสีย สิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยงก็คือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบเป็นซิลิโคน เพราะถ้าหากว่าเราล้างผมไม่สะอาด ซิลิโคนจะตกค้างอยู่บนหนังศีรษะและเส้นผมทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ตามมา ทั้งปัญหาผมเสีย ผมหลุดร่วง ผมเปราะบาง ขาดง่าย เป็นต้น ดังนั้นถ้าเราสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมที่ปลอดภัยต่อเส้นผมและหนังศีรษะ ก็จะทำให้สุขภาพผมและหนังศีรษะของเราดีขึ้นได้

3.สารอาหารจำเป็น ขั้นตอนที่สาม เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้ามไป นั่นก็คือการรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผม ยกตัวอย่างเช่น ถั่ว ธัญพืช ผักใบเขียว ปลาแซลมอน ไข่ แครอท ส้ม เป็นต้น โดยอาหารแต่ละอย่างนั้นประกอบไปด้วย วิตามิน แร่ธาตุและคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เส้นผมมีความแข็งแรง เงางาม ตั้งแต่โคนจรดปลาย หากรับประทานสม่ำเสมอ ก็จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีแน่นอน

แนะนำให้ปฏิบัติทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ควบคู่กันไป ระวังการใช้ความร้อน เลือกใช้แชมพูและครีมนวดผมที่เหมาะสม และเลือกเมนูอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเส้นผม เพียงเท่านี้ผมสวย สุขภาพดีก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ประโยชน์จากการทำงานจากบ้านในช่วงโควิด-19

การทำงานจากบ้านหรือ work from home เป็นเทรนด์การทำงานที่สำคัญในช่วงไวรัส โควิด-19 ระบาด และยังมีแนวโน้มว่าจะต่อเนื่องอีกนานในอนาคตด้วย เรามาดูกันว่าเมื่อทำงานจากที่บ้านแล้ว จะมีใครได้รับประโยชน์อะไรบ้าง

1.ควบคุมไวรัส โควิด-19 ได้ดีขึ้น
เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ติดต่อกันทางอากาศ จากการสูดละอองลมหายใจ น้ำลาย ที่มีการติดเชื้อ เมื่อต่างคนต่างทำงานจากที่บ้าน จึงลดโอกาสแพร่กระจายของเชื้อ ทำให้ สถานการณ์ไวรัส โควิด-19 ระบาดโดยรวมดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ระบาดต่าง ๆ จึงมีหวังว่าจะทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกค่อย ๆ ดีขึ้นในไม่ช้านี้ คู่กับการค้นพบวัคซีนในการจัดการกับเชื้อโรคนี้ด้วย

2.เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
เมื่อคนทำงานจากที่บ้านของตัวเอง จะทำให้ลดความอ่อนเพลียจากการเดินทาง และมีความสุขกับการทำงานอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ไม่ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันต่าง ๆ หรือต้องเผชิญสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายภายในที่ทำงานอย่างที่เคย มีการวิจัยว่า พนักงานออฟฟิศที่เปลี่ยนมาทำงานจากที่บ้าน มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าการทำงานในออฟฟิศแบบเดิมโดยเฉลี่ยประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะดีต่อการพัฒนาองค์กรตามไปด้วย

3.บริหารจัดการเวลาดีขึ้น
เมื่อไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง แต่งตัวไปทำงาน ฯลฯ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ จะช่วยประหยัดเวลาในแต่ละวันไปได้ 2-3 ชั่วโมง จึงมีเวลาในการจัดการชีวิตส่วนตัว ดูแลครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง ออกกำลังกาย หรือทำงานอดิเรกต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น

4.บริษัทควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น
บริษัทหลายแห่งมีนโยบาย work from home อย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อควบคุมต้นทุนทางธุรกิจ ช่วยลดการเช่าพื้นที่หน้าร้านลง ลดค่าอุปกรณ์สำนักงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ สาธารณูปโภคต่าง ๆ ได้อย่างมาก และยังทำให้มีเงินทุนที่เพียงพอในการหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัทและดำเนินธุรกิจ โดยไม่ต้องไปทำการกู้ยืมให้เสียดอกเบี้ยด้วย

5.ทุกคนมีงานทำและองค์กรยังขับเคลื่อนได้
เมื่อพนักงานสามารถทำงานได้จากที่บ้านและองค์กรสามารถลดต้นทุนได้มากคู่กัน จึงทำให้เกิดผลประโยชน์ดีต่อทั้งสองฝ่าย ลูกน้องก็ไม่จำเป็นต้องหางานใหม่ เพราะบริษัทมีรายได้และผลกำไรเพียงพอที่จะช่วยพยุงกิจการ ทางบริษัทเองก็ไม่ต้องลำบากใจในการไล่คนออกหรือต้องจัดสรรงานใหม่ให้แก่คนที่เหลือน้อย จนทำให้เกิดภาวะงานล้นมือ

การทำงานจากที่บ้านสร้างประโยชน์ทั้งในแง่ของความสุข การบริหารจัดการเวลาส่วนบุคคล การดูแลธุรกิจโดยภาพรวม และยังเป็นประโยชน์ในการควบคุมโรคไวรัสโควิด-19 ด้วย อย่างไรก็ตาม พนักงานทุกคนก็ต้องมีความรับผิดชอบงานในส่วนของตัวเองอย่างมีวินัยมากขึ้น จึงจะทำให้งานสำเร็จตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้

5 เหตุผล ที่ความคิดสร้างสรรค์สำคัญต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต

ธุรกิจจะประสบความสำเร็จเหนือคู่แข่งได้จะต้องรู้จักการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ล้ำหน้าและทันสมัยอยู่เสมอ ตัวช่วยในการออกแบบความคิดเพื่อพัฒนาสินค้าหรือบริการให้มีนวัตกรรมก็คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ซึ่งอาจจะต่อยอดจากของเดิมให้ดีขึ้น หรือพัฒนาขึ้นมาใหม่ก็ได้ทั้งนั้น เนื่องจากความคิดสร้างสรรค์คือความสามารถในการคิดแบบนอกกรอบ การคิดได้หลากหลายรูปแบบและแตกต่างไปจากเดิม

วันนี้เราจะมาแจกแจงเหตุผลให้ทราบกันว่าเพราะอะไรความคิดสร้างสรรค์มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้

1.องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์คือ (1) การทำขึ้นมาใหม่ จะด้วยการพัฒนาจากสิ่งเก่าหรือประดิษฐ์เป็นนวัตกรรมใหม่ก็ได้ (2) ความคิดที่สร้างสรรค์มานั้นสามารถนำมาประกอบเป็นรูปเป็นร่างจนใช้การได้จริง หรือใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนสามารถใช้ในการช่วยแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ ให้ดีขึ้นมาได้ และ (3) มีความเหมาะสม สะท้อนถึงความเป็นจริง มีคุณค่าและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งเมื่อนำองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อมารวมกัน ย่อมก่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม และแตกต่างจากคู่แข่งได้

2.ความคิดสร้างสรรค์เป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เกิดจากความคิดริเริ่มที่แปลกใหม่ไม่มีใครเคยสัมผัสมาก่อน เกิดจากความคิดยืดหยุ่นที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม เกิดจากความคิดที่ว่องไว รวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ และเกิดจากความคิดที่ละเอียดลออ มีการลองผิดลองถูกเพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ที่สุดของสิ่งที่ทำ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว ย่อมกลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ได้รับความสนใจ

3.กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์เริ่มตั้งแต่การเก็บข้อมูลหรือระบุปัญหา กลั่นกรองข้อมูลที่ได้ จำกัดความคิดที่ชัดเจนให้ได้เห็นภาพรวมของความคิดก่อนนำมาลองผิดลองถูก ปรับปรุงและเสริมแต่งให้เกิดการใช้งานได้จริง นั่นหมายถึงสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพจริง

4.ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการทำงานของคนหลายกลุ่มซึ่งได้กลั่นกรองและถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง นั่นหมายความว่าผลลัพธ์จากความคิดสร้างสรรค์สามารถเป็นประโยชน์ให้กับคนกลุ่มใหญ่ซึ่งจะเกิดการส่งต่อข้อมูลของธุรกิจให้ขยายผลออกไป จนกลายเป็นยอดขายที่เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

5.ความคิดสร้างสรรค์เกิดได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นั่นหมายถึงหากธุรกิจใช้มุมมองของความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาสินค้าหรือบริการแล้ว ย่อมทำให้องค์กรล้ำหน้ามากกว่าคู่แข่งและส่งผลให้กลายเป็นผู้นำของธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันได้

กล่าวได้ว่าความคิดสร้างสรรค์คือนามธรรมที่ทุกคนสามารถปรับปรุงให้เป็นรูปธรรมที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครได้ และความแปลกใหม่นี้เองจะนำไปสู่การส่งมอบสินค้าหรือบริการที่ยอดเยี่ยมน่าประทับใจให้กับลูกค้า และส่งผลกลับมาในรูปของกำไรและความสำเร็จในที่สุด

สาเหตุที่ทำให้คุณลดความอ้วนไม่ได้ผล

เคยไหมตั้งใจลดน้ำหนักหลายต่อหลายครั้ง เข้าโปรแกรมลดความอ้วนมาก็หลายแบบ อันไหนที่เขาว่าได้ผลก็ลองทำมาทุกอย่างแล้ว แต่สุดท้ายก็กลับมาอ้วนเหมือนเดิม ซึ่งคุณรู้ไหมว่าการที่ลดความอ้วนไม่ได้ผลนั้น มันมีที่มาที่ไปและสาเหตุ ซึ่งวันนี้เราได้ไปรวบรวมสาเหตุ ที่ทำให้การลดความอ้วนไม่ได้ผลมาให้คนอยากลดความอ้วนได้รู้เท่าทัน เพื่อจะได้ปรับพฤติกรรมของตัวคุณเองได้

ใจร้อนหาวิธีที่ทำให้เห็นผลเร็ว
ธรรมชาติในการเผาผลาญ และพันธุกรรมของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนลดน้ำหนักลงเร็ว เพราะการเผาผลาญไขมันเขาดี กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน หรือใช้วิธีการลดอาหาร หรือออกกำลังกายเล็กน้อยก็ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วแล้ว แต่ในทางกลับกันสำหรับบางคน การลดน้ำหนักต้องใช้เวลาในการกำจัดน้ำหนักส่วนเกินมากกว่าคนประเภทแรก ซึ่งต้องใช้กำลังใจที่เข้มแข็งมาก เพื่อจะให้ตัวเองอยู่ในวินัยแห่งการลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเลือกควบคุมอาหาร ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในจุดนี้ เห็นคนอื่นลดน้ำหนักลงเร็ว ก็อยากลดน้ำหนักได้มากเหมือนกับคนอื่น ก็ไปสรรหาวิธีการลดน้ำหนักเพื่อให้ลดได้อย่างเขาบ้าง ทำให้บางครั้งหักโหมเกินไป สุดท้ายสติแตกกลายเป็นกลับมากินมากกว่าเดิม อ้วนขึ้นกว่าเดิม การลดน้ำหนักที่ดีและถูกต้องคือ ค่อย ๆ ลด ค่อย ๆ ทำ ทุกอย่างต้องใช้เวลา เหมือนตอนที่เราเริ่มอ้วนมันก็ใช้เวลาสะสมไขมัน จนอ้วนอย่างที่เป็น ดังนั้นการลดก็ต้องใช้เวลาในการเอาน้ำหนักออกเช่นกัน ไม่มีการลดความอ้วนวิธีไหนที่ทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ใช้เวลา

ออกกำลังกายแต่ไม่ควบคุมอาหาร
หลายคนเลือกการออกกำลังกาย แต่ไม่ควบคุมอาหาร คิดว่าออกกำลังกายเหนื่อยแล้ว ใช้พลังงานเยอะแล้ว จะกินอะไรก็ได้เพราะออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งในความเป็นจริง การออกกำลังกายกับการทานอาหารเป็นคนละเรื่องกัน การออกกำลังกายเป็นการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง การควบคุมอาหารเป็นการเลือกทานอาหารให้ได้รับพลังงานที่พอเพียงต่อการใช้ในแต่ละวัน ซึ่งคนส่วนใหญ่เลือกทานให้อิ่ม โดยไม่สนใจพลังงานที่ได้รับ หนักกว่านั้นคือทานเข้าไปมากกว่าพลังงานที่ต้องใช้ เกิดการสะสมกลายเป็นอ้วนมากกว่าเดิม การไม่ควบคุมอาหารที่ทานเข้าไป ต่อให้ออกกำลังกายมากขึ้น ก็ไม่ทำให้น้ำหนักลด แต่การออกกำลังกายจะช่วยให้สัดส่วนกระชับมากขึ้น

ใช้วิธีการอดอาหาร
หลายคนอยากให้น้ำหนักลดในเวลาอันรวดเร็ว ก็ใช้วิธีการอดอาหาร ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดมหันต์ เพราะการอดอาหารยิ่งทำให้ร่างกายต้องการอาหารมากขึ้น เมื่อได้ทานอาหารร่างกายจะเก็บสะสมพลังงานไว้มากกว่าเดิม เพราะสมองสั่งให้มีการกักเก็บพลังงานไว้ให้มาก ด้วยความที่กลัวว่าร่างกายจะขาดอาหาร และจะส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายรวน ระบบย่อยอาหารทำงานน้อยลงในเวลาที่อด เมื่อทานอาหารเข้าไปร่างกายก็เคยชินกับการย่อยอาหารน้อย ก็ยิ่งมีอาหารสะสมในร่างกายมากขึ้น ช่วงอดก็ผอม ช่วงทานก็อ้วน จึงทำให้เกิดอาการอ้วนซ้ำแล้วซ้ำอีก ลดไม่ได้จริงจังสักทีนั่นเอง

นอกจากที่กล่าวมายังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้การลดความอ้วนไม่ได้ผล เช่น การนอนดึกเป็นนิสัยจากการเข้าเว็บออนไลน์ hero88th การไม่เข้าใจกระบวนการทำงานของร่างกาย หรือแม้แต่การทานตามใจปาก ก็ล้วนเป็นสาเหตุของการลดความอ้วนไม่สำเร็จด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ หากจะสรุปให้เข้าใจได้ง่าย ๆ สำหรับใครที่ต้องการลดความอ้วนให้ได้ผลคือ ต้องใช้วิธีการหลาย ๆ อย่างควบคู่กันไป ในระยะเวลาที่ยาวนานพอจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ขอให้เริ่มตั้งเป้าหมาย ลงมือทำอย่างถูกวิธีและจริงจัง ก็จะลดความอ้วนได้สำเร็จอย่างที่ต้องการ

งานวิจัยเผย ฟังเพลงไปด้วยทำงานไปด้วย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ปี 2020 ถือเป็นปีมหาโหดสำหรับใครหลายคน ทั้งวัยทำงาน วัยเรียน วัยเด็กหรือผู้ใหญ่ จะทำงานในภาคส่วนใดก็ต่างรู้สึกว่ามีความยากลำบากในการใช้ชีวิตมากกว่าเดิม เพราะตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปีแทบไม่เคยว่างเว้นจากปัญหาต่าง ๆ สารพัด ทั้งปัญหาโรคระบาด ปัญหาเศรษฐกิจ แม้แต่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังคุกรุ่นมาตลอดหลายเดือนนี้ ส่งผลให้หลายคนอยู่ในสภาวะตึงเครียดจนประสิทธิภาพการทำงานลดลง ใครที่รู้สึกว่าเวลาทำงานแล้วไม่มีสมาธิ ไม่มีไอเดีย ไม่มีพลังความคิดสร้างสรรค์ โปรดฟังทางนี้ ผลการวิจัยล่าสุดชี้ว่า การฟังเพลงเบา ๆ คลอระหว่างการทำงานสามารถช่วยลดความเครียดและเสริมแรงบันดาลใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ว่าเปิดเพลงอะไรแล้วจะช่วยได้เหมือนกันหมดนะ เพราะต้องเลือกเพลงที่เหมาะสมกับลักษณะของงานที่ทำด้วย

โดยงานวิจัยที่ชื่อว่า “The Effect of Music Listening on Work Performance” ชี้ว่าการฟังเพลงนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้มนุษย์ผ่อนคลายได้เป็นอันดับต้น ๆ ของกิจกรรมเอนเตอร์เทนทั้งหมดเท่าที่มนุษย์รู้จักแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะหากคุณเลือกเพลงได้เหมาะกับงานที่คุณทำก็จะยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากขึ้น เช่น หากคุณกำลังทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้สมาธิสูงอย่างการเขียนหรือเรียบเรียงหนังสือ/ตำรา การเปิดเพลงที่มีดนตรีเบา ๆ ไม่มีเนื้อร้อง เช่น เพลงคลาสสิกนุ่ม ๆ คลอไปด้วยก็จะช่วยเพิ่มสมาธิและช่วยเรื่องการผ่อนคลายระหว่างทำงานได้ดีทีเดียว แต่หากคุณทำงานที่ไม่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือต้องการไอเดียใหม่ ๆ มากมาย เช่น การคีย์ข้อมูล การคัดเลือกเอกสาร ฯลฯ การเปิดเพลงที่มีดนตรีหนัก ๆ มันส์ ๆ ก็สามารถช่วยทำให้สมองของคุณรู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาได้เช่นกัน

นอกจากนี้ การฟังเพลง “ซาวด์แทร็ก” หรือ “เพลงประกอบภาพยนตร์” ที่เราคุ้นเคยก็สามารถช่วยให้การทำงานดีขึ้นได้เช่นกัน เพราะการวิจัยชี้ว่าเพลงที่เราคุ้นเคยจนไม่ได้สนใจเนื้อร้องของเพลงมากนัก จะช่วยให้สมองไม่ต้องเปลืองพื้นที่ในการคิดกับเนื้อหาของเพลงนั่นเอง

อย่างไรก็ดี มันก็มีเพลงบางประเภทที่ไม่เหมาะสำหรับเปิดฟังระหว่างทำงานเหมือนกันนะ ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวชี้ว่า “เพลงป๊อป” และเพลงที่มีเนื้อหาดึงดูดความสนใจของเรา เช่น เพลงที่มีเนื้อหายั่วยวนหรือเซ็กซี่ จะทำให้หนุ่ม ๆ เสียสมาธิไปจดจ่อกับเนื้อหาของเพลงมากกว่างานที่อยู่ตรงหน้า หรือหากสาว ๆ คนไหนที่กำลังอกหักแล้วดันเปิดเพลงรักหม่น ๆ ฟังระหว่างทำงานก็รับรองได้เลยว่าสภาพของอารมณ์ของคุณคงกระเจิดกระเจิงอินไปกับเนื้อหาของเพลงมากกว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแน่นอน

ชวนทำความเข้าใจโรคนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน โดยเฉพาะในช่วงไวรัสโควิดระบาด ที่กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดการว่างงาน ทำให้รายได้ผู้คนลดลง จึงเครียดและนอนไม่หลับได้ อย่างไรก็ตาม การนอนไม่หลับระดับใดจึงจะเป็นโรคนอนไม่หลับ และจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร มาอ่านข้อมูลที่น่าสนใจต่อไปนี้กัน

ในทางการแพทย์แล้ว ภาวะนอนไม่หลับ มีลักษณะ 4 อย่าง ต่อไปนี้

  1. ต้องใช้เวลานานกว่าจะทำให้หลับ เช่น คนปกติใช้เวลา 10-15 นาที แต่ผู้ที่มีปัญหาโรคนอนไม่หลับจะใช้เวลามากกว่า 30 นาที
  2. หลับไม่สนิท เช่น หลังจากหลับไปประมาณครึ่งหรือ 1 ชั่วโมงก็จะสะดุ้งตื่น
  3. หลังจากตื่นกลางดึกแล้วจะไม่สามารถนอนหลับต่อได้ เช่น โดยปกติคนเราต้องนอนวันละ 8 ชั่วโมง หากนอนไปได้ 3-4 ชั่วโมงแล้วตื่นตาสว่างถึงเช้า ก็เข้าข่ายนี้
  4. รู้สึกอ่อนเพลียตลอดในช่วงกลางวัน แม้จะนอนมา 8-10 ชั่วโมงแล้ว แต่ยังมีอาการหาวและเพลียอยู่ตลอดเวลา

หากอาการนอนไม่หลับที่กล่าวมาเป็นแบบเฉียบพลันชั่วคราวไม่กี่คืน อาจมาจากภาวะความเครียดหรือตื่นเต้น เช่น ต้องไปประชุมในวันรุ่งขึ้นกับผู้บริหารระดับสูง มีนัดพบกับลูกค้ารายสำคัญ หรืออาจเกิดจากเรื่องวิตกกังวลใจ เช่น การทะเลาะบาดหมางกับคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน แต่เมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไป ก็จะกลับมาหลับได้ปกติ

แต่หากอาการที่กล่าวมาเป็นอยู่ต่อเนื่องนานเป็นสัปดาห์ จะเข้าข่ายภาวะโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง ซึ่งมักเกิดจากการผิดปกติของการหลั่งสารเคมีในสมองในผู้ป่วยที่เป็นโรคเครียด โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรืออาจมาจากผลของการใช้ยาบางอย่าง เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า ยารักษาความดันบางตัว ยาเคมีบำบัดเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ยาแก้หวัดคัดจมูกบางตัว หรือการดื่มเครื่องดื่มกลุ่มชาและกาแฟซึ่งมีสารคาเฟอีนในปริมาณสูง ก็เป็นได้

หากมีปัญหานอนไม่หลับและกระทบต่อประสิทธิภาพ ทำให้ง่วงซึม ไม่มีพลังสมองคิดงานสร้างสรรค์ ขาดสมาธิในการทำงาน หรือทำงานผิดพลาดบ่อยกว่าปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งอาจต้องใช้ยารักษาควบคู่กับการปรับเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมในเวลานอนให้เหมาะสม เช่น การปิดผ้าม่านและหน้าต่างให้มืดสนิท และไม่มีเสียงดังรบกวนจากภายนอก การเปิดเพลงคลอเบา ๆ ขณะนอนหลับ เป็นต้น

นอกจากนี้ หากแพทย์พบว่าเกิดจากการใช้ยารักษาโรคประจำตัว ก็จะได้เปลี่ยนชนิดยาให้ หรือหากเกิดจากภาวะเครียดในการทำงาน ก็จะได้แนะนำให้ปรับเปลี่ยนงานที่มีความกดดันน้อยลง

อาการนอนไม่หลับเรื้อรังจัดเป็นโรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตและลดความสุขในชีวิตประจำวันได้ ผู้ที่มีปัญหานี้ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาลุกลาม ต้องรีบตรวจรักษา หาสาเหตุเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด จะทำให้สุขภาพกายและใจกลับมาฟื้นตัวได้ในเร็ววันอย่างแน่นอน

สิ่งที่ต้องเตรียมวางแผนก่อนทัวร์ท่องเที่ยวทั่วโลก

การท่องเที่ยวทั่วโลกเป็นไลฟ์สไตล์ที่คนยุคใหม่นิยม ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในแถบเอเชีย จีน ญี่ปุ่น หรือเป็นประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา การวางแผนล่วงหน้าให้รอบคอบเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ช่วงวันหยุดของคุณมีความคุ้มค่าที่สุด ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างแดนได้ตามตั้งใจ

เรามาดูกันว่ามีสิ่งใดบ้างที่คุณต้องวางแผนล่วงหน้าให้รอบคอบ

  1. เลือกวันเวลาเดินทางที่เหมาะสม

ควรศึกษาสภาพอากาศและติดตามข่าวสารการเคลื่อนไหวในต่างประเทศว่า ช่วงที่จะไปท่องเที่ยวมีความปลอดภัยจากพายุฝนหรือหิมะตกหนักหรือไม่ มีโรคระบาดเช่น โควิด-19 ที่ทำให้ต้องกักตัวหลังเดินทางกลับหรือไม่ มีความขัดแย้งทางการเมืองหรือการก่อความวุ่นวายที่เป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวหรือไม่ ฯลฯ หากมีความเสี่ยงก็ควรชะลอการเดินทางไว้ก่อน

  1. การจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า

ควรใช้โปรโมชั่นพิเศษของบัตรเครดิตหรือโปรแกรมของสายการบิน เพื่อจองตั๋วเครื่องบินทั้งขาไปขากลับในราคาประหยัดที่สุด ซึ่งอาจต้องวางแผนล่วงหน้าหลายเดือนหรือข้ามปี แต่จะทำให้คุณมีเงินเหลืออีกมากสำหรับการเพิ่มจำนวนทริปท่องเที่ยวทั่วโลกได้อีกหลายครั้ง ทั้งนี้ต้องศึกษาเรื่องน้ำหนักสัมภาระที่ให้โหลดและพกติดตัวขึ้นเครื่องได้ รวมถึงต้องศึกษาข้อกำหนดพิเศษต่าง ๆ เช่น การพกยาสำหรับโรคประจำตัว ใบรับรองแพทย์ยืนยันระยะตั้งครรภ์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการเดินทางด้วยเครื่องบิน ฯลฯ เพื่อให้การเดินทางราบรื่นที่สุด

  1. มีเพื่อนรู้ใจร่วมเดินทาง

ควรมีเพื่อนเดินทางที่มีอุปนิสัยหรือความสนใจคล้ายกัน จะทำให้การท่องเที่ยวต่างประเทศมีความสนุกและน่าประทับใจยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ จะได้ร่วมพิจารณาเลือกที่พัก ที่กิน ที่เที่ยวด้วยกัน ทั้งยังจัดสรรค่าใช้จ่ายด้วยกันเสียแต่เนิ่น ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าชอบแนวผจญภัยเหมือนกัน จะได้เตรียมเสื้อผ้าของใช้ที่จำเป็นให้พร้อมสำหรับการเล่นสกี ปีนเขา ฯลฯ ถ้าชอบแนวช้อปปิ้งหรือตระเวนชิมอาหาร ก็จะได้แลกเงินไว้ให้พร้อมก่อนไป เป็นต้น

  1. ศึกษาที่พักให้ดี

ควรศึกษาผลการรีวิวที่พักต่างประเทศไว้ล่วงหน้า ทั้งจากเว็บไซต์ของสถานที่นั้น ที่ควรมีภาพถ่ายล่าสุดประกอบการตัดสินใจ ดูคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าที่เคยใช้บริการ เพื่อให้ได้ที่พักผ่อนที่ตรงกับโฆษณา ประหยัดและน่าพอใจที่สุด

  1. มีข้อมูลพื้นฐานของสถานที่ท่องเที่ยวอินเทรนด์

ในแต่ละปี ทุกประเทศจะมีโปรแกรมท่องเที่ยวทั่วโลกใหม่ ๆ มากระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม คุณจึงควรหาข้อมูลพื้นฐานของสถานที่เหล่านั้นเพิ่ม โดยเฉพาะหากเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ เพื่อให้ได้ทั้งความบันเทิงและความรู้อย่างครบครัน

ก่อนจะเดินทางไปท่องเที่ยวทั่วโลกที่ใดก็ตาม ควรเตรียมความพร้อมรอบด้าน ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง สถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ศึกษาข่าวสถานการณ์ในประเทศนั้น ๆ จะทำให้การวางแผนรัดกุม ควบคุมค่าใช้จ่ายได้เหมาะสม และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่สุดกลับมาด้วย

« Older posts