5 เหตุผล ที่ความคิดสร้างสรรค์สำคัญต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต

ธุรกิจจะประสบความสำเร็จเหนือคู่แข่งได้จะต้องรู้จักการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ล้ำหน้าและทันสมัยอยู่เสมอ ตัวช่วยในการออกแบบความคิดเพื่อพัฒนาสินค้าหรือบริการให้มีนวัตกรรมก็คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ซึ่งอาจจะต่อยอดจากของเดิมให้ดีขึ้น หรือพัฒนาขึ้นมาใหม่ก็ได้ทั้งนั้น เนื่องจากความคิดสร้างสรรค์คือความสามารถในการคิดแบบนอกกรอบ การคิดได้หลากหลายรูปแบบและแตกต่างไปจากเดิม

วันนี้เราจะมาแจกแจงเหตุผลให้ทราบกันว่าเพราะอะไรความคิดสร้างสรรค์มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้

1.องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์คือ (1) การทำขึ้นมาใหม่ จะด้วยการพัฒนาจากสิ่งเก่าหรือประดิษฐ์เป็นนวัตกรรมใหม่ก็ได้ (2) ความคิดที่สร้างสรรค์มานั้นสามารถนำมาประกอบเป็นรูปเป็นร่างจนใช้การได้จริง หรือใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนสามารถใช้ในการช่วยแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ ให้ดีขึ้นมาได้ และ (3) มีความเหมาะสม สะท้อนถึงความเป็นจริง มีคุณค่าและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งเมื่อนำองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อมารวมกัน ย่อมก่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม และแตกต่างจากคู่แข่งได้

2.ความคิดสร้างสรรค์เป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เกิดจากความคิดริเริ่มที่แปลกใหม่ไม่มีใครเคยสัมผัสมาก่อน เกิดจากความคิดยืดหยุ่นที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม เกิดจากความคิดที่ว่องไว รวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ และเกิดจากความคิดที่ละเอียดลออ มีการลองผิดลองถูกเพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ที่สุดของสิ่งที่ทำ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว ย่อมกลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ได้รับความสนใจ

3.กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์เริ่มตั้งแต่การเก็บข้อมูลหรือระบุปัญหา กลั่นกรองข้อมูลที่ได้ จำกัดความคิดที่ชัดเจนให้ได้เห็นภาพรวมของความคิดก่อนนำมาลองผิดลองถูก ปรับปรุงและเสริมแต่งให้เกิดการใช้งานได้จริง นั่นหมายถึงสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพจริง

4.ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการทำงานของคนหลายกลุ่มซึ่งได้กลั่นกรองและถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง นั่นหมายความว่าผลลัพธ์จากความคิดสร้างสรรค์สามารถเป็นประโยชน์ให้กับคนกลุ่มใหญ่ซึ่งจะเกิดการส่งต่อข้อมูลของธุรกิจให้ขยายผลออกไป จนกลายเป็นยอดขายที่เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

5.ความคิดสร้างสรรค์เกิดได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นั่นหมายถึงหากธุรกิจใช้มุมมองของความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาสินค้าหรือบริการแล้ว ย่อมทำให้องค์กรล้ำหน้ามากกว่าคู่แข่งและส่งผลให้กลายเป็นผู้นำของธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันได้

กล่าวได้ว่าความคิดสร้างสรรค์คือนามธรรมที่ทุกคนสามารถปรับปรุงให้เป็นรูปธรรมที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครได้ และความแปลกใหม่นี้เองจะนำไปสู่การส่งมอบสินค้าหรือบริการที่ยอดเยี่ยมน่าประทับใจให้กับลูกค้า และส่งผลกลับมาในรูปของกำไรและความสำเร็จในที่สุด

สาเหตุที่ทำให้คุณลดความอ้วนไม่ได้ผล

เคยไหมตั้งใจลดน้ำหนักหลายต่อหลายครั้ง เข้าโปรแกรมลดความอ้วนมาก็หลายแบบ อันไหนที่เขาว่าได้ผลก็ลองทำมาทุกอย่างแล้ว แต่สุดท้ายก็กลับมาอ้วนเหมือนเดิม ซึ่งคุณรู้ไหมว่าการที่ลดความอ้วนไม่ได้ผลนั้น มันมีที่มาที่ไปและสาเหตุ ซึ่งวันนี้เราได้ไปรวบรวมสาเหตุ ที่ทำให้การลดความอ้วนไม่ได้ผลมาให้คนอยากลดความอ้วนได้รู้เท่าทัน เพื่อจะได้ปรับพฤติกรรมของตัวคุณเองได้

ใจร้อนหาวิธีที่ทำให้เห็นผลเร็ว
ธรรมชาติในการเผาผลาญ และพันธุกรรมของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนลดน้ำหนักลงเร็ว เพราะการเผาผลาญไขมันเขาดี กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน หรือใช้วิธีการลดอาหาร หรือออกกำลังกายเล็กน้อยก็ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วแล้ว แต่ในทางกลับกันสำหรับบางคน การลดน้ำหนักต้องใช้เวลาในการกำจัดน้ำหนักส่วนเกินมากกว่าคนประเภทแรก ซึ่งต้องใช้กำลังใจที่เข้มแข็งมาก เพื่อจะให้ตัวเองอยู่ในวินัยแห่งการลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเลือกควบคุมอาหาร ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในจุดนี้ เห็นคนอื่นลดน้ำหนักลงเร็ว ก็อยากลดน้ำหนักได้มากเหมือนกับคนอื่น ก็ไปสรรหาวิธีการลดน้ำหนักเพื่อให้ลดได้อย่างเขาบ้าง ทำให้บางครั้งหักโหมเกินไป สุดท้ายสติแตกกลายเป็นกลับมากินมากกว่าเดิม อ้วนขึ้นกว่าเดิม การลดน้ำหนักที่ดีและถูกต้องคือ ค่อย ๆ ลด ค่อย ๆ ทำ ทุกอย่างต้องใช้เวลา เหมือนตอนที่เราเริ่มอ้วนมันก็ใช้เวลาสะสมไขมัน จนอ้วนอย่างที่เป็น ดังนั้นการลดก็ต้องใช้เวลาในการเอาน้ำหนักออกเช่นกัน ไม่มีการลดความอ้วนวิธีไหนที่ทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ใช้เวลา

ออกกำลังกายแต่ไม่ควบคุมอาหาร
หลายคนเลือกการออกกำลังกาย แต่ไม่ควบคุมอาหาร คิดว่าออกกำลังกายเหนื่อยแล้ว ใช้พลังงานเยอะแล้ว จะกินอะไรก็ได้เพราะออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งในความเป็นจริง การออกกำลังกายกับการทานอาหารเป็นคนละเรื่องกัน การออกกำลังกายเป็นการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง การควบคุมอาหารเป็นการเลือกทานอาหารให้ได้รับพลังงานที่พอเพียงต่อการใช้ในแต่ละวัน ซึ่งคนส่วนใหญ่เลือกทานให้อิ่ม โดยไม่สนใจพลังงานที่ได้รับ หนักกว่านั้นคือทานเข้าไปมากกว่าพลังงานที่ต้องใช้ เกิดการสะสมกลายเป็นอ้วนมากกว่าเดิม การไม่ควบคุมอาหารที่ทานเข้าไป ต่อให้ออกกำลังกายมากขึ้น ก็ไม่ทำให้น้ำหนักลด แต่การออกกำลังกายจะช่วยให้สัดส่วนกระชับมากขึ้น

ใช้วิธีการอดอาหาร
หลายคนอยากให้น้ำหนักลดในเวลาอันรวดเร็ว ก็ใช้วิธีการอดอาหาร ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดมหันต์ เพราะการอดอาหารยิ่งทำให้ร่างกายต้องการอาหารมากขึ้น เมื่อได้ทานอาหารร่างกายจะเก็บสะสมพลังงานไว้มากกว่าเดิม เพราะสมองสั่งให้มีการกักเก็บพลังงานไว้ให้มาก ด้วยความที่กลัวว่าร่างกายจะขาดอาหาร และจะส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายรวน ระบบย่อยอาหารทำงานน้อยลงในเวลาที่อด เมื่อทานอาหารเข้าไปร่างกายก็เคยชินกับการย่อยอาหารน้อย ก็ยิ่งมีอาหารสะสมในร่างกายมากขึ้น ช่วงอดก็ผอม ช่วงทานก็อ้วน จึงทำให้เกิดอาการอ้วนซ้ำแล้วซ้ำอีก ลดไม่ได้จริงจังสักทีนั่นเอง

นอกจากที่กล่าวมายังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้การลดความอ้วนไม่ได้ผล เช่น การนอนดึกเป็นนิสัยจากการเข้าเว็บออนไลน์ hero88th การไม่เข้าใจกระบวนการทำงานของร่างกาย หรือแม้แต่การทานตามใจปาก ก็ล้วนเป็นสาเหตุของการลดความอ้วนไม่สำเร็จด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ หากจะสรุปให้เข้าใจได้ง่าย ๆ สำหรับใครที่ต้องการลดความอ้วนให้ได้ผลคือ ต้องใช้วิธีการหลาย ๆ อย่างควบคู่กันไป ในระยะเวลาที่ยาวนานพอจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ขอให้เริ่มตั้งเป้าหมาย ลงมือทำอย่างถูกวิธีและจริงจัง ก็จะลดความอ้วนได้สำเร็จอย่างที่ต้องการ

งานวิจัยเผย ฟังเพลงไปด้วยทำงานไปด้วย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ปี 2020 ถือเป็นปีมหาโหดสำหรับใครหลายคน ทั้งวัยทำงาน วัยเรียน วัยเด็กหรือผู้ใหญ่ จะทำงานในภาคส่วนใดก็ต่างรู้สึกว่ามีความยากลำบากในการใช้ชีวิตมากกว่าเดิม เพราะตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปีแทบไม่เคยว่างเว้นจากปัญหาต่าง ๆ สารพัด ทั้งปัญหาโรคระบาด ปัญหาเศรษฐกิจ แม้แต่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังคุกรุ่นมาตลอดหลายเดือนนี้ ส่งผลให้หลายคนอยู่ในสภาวะตึงเครียดจนประสิทธิภาพการทำงานลดลง ใครที่รู้สึกว่าเวลาทำงานแล้วไม่มีสมาธิ ไม่มีไอเดีย ไม่มีพลังความคิดสร้างสรรค์ โปรดฟังทางนี้ ผลการวิจัยล่าสุดชี้ว่า การฟังเพลงเบา ๆ คลอระหว่างการทำงานสามารถช่วยลดความเครียดและเสริมแรงบันดาลใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ว่าเปิดเพลงอะไรแล้วจะช่วยได้เหมือนกันหมดนะ เพราะต้องเลือกเพลงที่เหมาะสมกับลักษณะของงานที่ทำด้วย

โดยงานวิจัยที่ชื่อว่า “The Effect of Music Listening on Work Performance” ชี้ว่าการฟังเพลงนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้มนุษย์ผ่อนคลายได้เป็นอันดับต้น ๆ ของกิจกรรมเอนเตอร์เทนทั้งหมดเท่าที่มนุษย์รู้จักแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะหากคุณเลือกเพลงได้เหมาะกับงานที่คุณทำก็จะยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากขึ้น เช่น หากคุณกำลังทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้สมาธิสูงอย่างการเขียนหรือเรียบเรียงหนังสือ/ตำรา การเปิดเพลงที่มีดนตรีเบา ๆ ไม่มีเนื้อร้อง เช่น เพลงคลาสสิกนุ่ม ๆ คลอไปด้วยก็จะช่วยเพิ่มสมาธิและช่วยเรื่องการผ่อนคลายระหว่างทำงานได้ดีทีเดียว แต่หากคุณทำงานที่ไม่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือต้องการไอเดียใหม่ ๆ มากมาย เช่น การคีย์ข้อมูล การคัดเลือกเอกสาร ฯลฯ การเปิดเพลงที่มีดนตรีหนัก ๆ มันส์ ๆ ก็สามารถช่วยทำให้สมองของคุณรู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาได้เช่นกัน

นอกจากนี้ การฟังเพลง “ซาวด์แทร็ก” หรือ “เพลงประกอบภาพยนตร์” ที่เราคุ้นเคยก็สามารถช่วยให้การทำงานดีขึ้นได้เช่นกัน เพราะการวิจัยชี้ว่าเพลงที่เราคุ้นเคยจนไม่ได้สนใจเนื้อร้องของเพลงมากนัก จะช่วยให้สมองไม่ต้องเปลืองพื้นที่ในการคิดกับเนื้อหาของเพลงนั่นเอง

อย่างไรก็ดี มันก็มีเพลงบางประเภทที่ไม่เหมาะสำหรับเปิดฟังระหว่างทำงานเหมือนกันนะ ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวชี้ว่า “เพลงป๊อป” และเพลงที่มีเนื้อหาดึงดูดความสนใจของเรา เช่น เพลงที่มีเนื้อหายั่วยวนหรือเซ็กซี่ จะทำให้หนุ่ม ๆ เสียสมาธิไปจดจ่อกับเนื้อหาของเพลงมากกว่างานที่อยู่ตรงหน้า หรือหากสาว ๆ คนไหนที่กำลังอกหักแล้วดันเปิดเพลงรักหม่น ๆ ฟังระหว่างทำงานก็รับรองได้เลยว่าสภาพของอารมณ์ของคุณคงกระเจิดกระเจิงอินไปกับเนื้อหาของเพลงมากกว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแน่นอน

ชวนทำความเข้าใจโรคนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน โดยเฉพาะในช่วงไวรัสโควิดระบาด ที่กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดการว่างงาน ทำให้รายได้ผู้คนลดลง จึงเครียดและนอนไม่หลับได้ อย่างไรก็ตาม การนอนไม่หลับระดับใดจึงจะเป็นโรคนอนไม่หลับ และจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร มาอ่านข้อมูลที่น่าสนใจต่อไปนี้กัน

ในทางการแพทย์แล้ว ภาวะนอนไม่หลับ มีลักษณะ 4 อย่าง ต่อไปนี้

  1. ต้องใช้เวลานานกว่าจะทำให้หลับ เช่น คนปกติใช้เวลา 10-15 นาที แต่ผู้ที่มีปัญหาโรคนอนไม่หลับจะใช้เวลามากกว่า 30 นาที
  2. หลับไม่สนิท เช่น หลังจากหลับไปประมาณครึ่งหรือ 1 ชั่วโมงก็จะสะดุ้งตื่น
  3. หลังจากตื่นกลางดึกแล้วจะไม่สามารถนอนหลับต่อได้ เช่น โดยปกติคนเราต้องนอนวันละ 8 ชั่วโมง หากนอนไปได้ 3-4 ชั่วโมงแล้วตื่นตาสว่างถึงเช้า ก็เข้าข่ายนี้
  4. รู้สึกอ่อนเพลียตลอดในช่วงกลางวัน แม้จะนอนมา 8-10 ชั่วโมงแล้ว แต่ยังมีอาการหาวและเพลียอยู่ตลอดเวลา

หากอาการนอนไม่หลับที่กล่าวมาเป็นแบบเฉียบพลันชั่วคราวไม่กี่คืน อาจมาจากภาวะความเครียดหรือตื่นเต้น เช่น ต้องไปประชุมในวันรุ่งขึ้นกับผู้บริหารระดับสูง มีนัดพบกับลูกค้ารายสำคัญ หรืออาจเกิดจากเรื่องวิตกกังวลใจ เช่น การทะเลาะบาดหมางกับคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน แต่เมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไป ก็จะกลับมาหลับได้ปกติ

แต่หากอาการที่กล่าวมาเป็นอยู่ต่อเนื่องนานเป็นสัปดาห์ จะเข้าข่ายภาวะโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง ซึ่งมักเกิดจากการผิดปกติของการหลั่งสารเคมีในสมองในผู้ป่วยที่เป็นโรคเครียด โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรืออาจมาจากผลของการใช้ยาบางอย่าง เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า ยารักษาความดันบางตัว ยาเคมีบำบัดเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ยาแก้หวัดคัดจมูกบางตัว หรือการดื่มเครื่องดื่มกลุ่มชาและกาแฟซึ่งมีสารคาเฟอีนในปริมาณสูง ก็เป็นได้

หากมีปัญหานอนไม่หลับและกระทบต่อประสิทธิภาพ ทำให้ง่วงซึม ไม่มีพลังสมองคิดงานสร้างสรรค์ ขาดสมาธิในการทำงาน หรือทำงานผิดพลาดบ่อยกว่าปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งอาจต้องใช้ยารักษาควบคู่กับการปรับเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมในเวลานอนให้เหมาะสม เช่น การปิดผ้าม่านและหน้าต่างให้มืดสนิท และไม่มีเสียงดังรบกวนจากภายนอก การเปิดเพลงคลอเบา ๆ ขณะนอนหลับ เป็นต้น

นอกจากนี้ หากแพทย์พบว่าเกิดจากการใช้ยารักษาโรคประจำตัว ก็จะได้เปลี่ยนชนิดยาให้ หรือหากเกิดจากภาวะเครียดในการทำงาน ก็จะได้แนะนำให้ปรับเปลี่ยนงานที่มีความกดดันน้อยลง

อาการนอนไม่หลับเรื้อรังจัดเป็นโรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตและลดความสุขในชีวิตประจำวันได้ ผู้ที่มีปัญหานี้ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาลุกลาม ต้องรีบตรวจรักษา หาสาเหตุเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด จะทำให้สุขภาพกายและใจกลับมาฟื้นตัวได้ในเร็ววันอย่างแน่นอน

สิ่งที่ต้องเตรียมวางแผนก่อนทัวร์ท่องเที่ยวทั่วโลก

การท่องเที่ยวทั่วโลกเป็นไลฟ์สไตล์ที่คนยุคใหม่นิยม ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในแถบเอเชีย จีน ญี่ปุ่น หรือเป็นประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา การวางแผนล่วงหน้าให้รอบคอบเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ช่วงวันหยุดของคุณมีความคุ้มค่าที่สุด ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างแดนได้ตามตั้งใจ

เรามาดูกันว่ามีสิ่งใดบ้างที่คุณต้องวางแผนล่วงหน้าให้รอบคอบ

  1. เลือกวันเวลาเดินทางที่เหมาะสม

ควรศึกษาสภาพอากาศและติดตามข่าวสารการเคลื่อนไหวในต่างประเทศว่า ช่วงที่จะไปท่องเที่ยวมีความปลอดภัยจากพายุฝนหรือหิมะตกหนักหรือไม่ มีโรคระบาดเช่น โควิด-19 ที่ทำให้ต้องกักตัวหลังเดินทางกลับหรือไม่ มีความขัดแย้งทางการเมืองหรือการก่อความวุ่นวายที่เป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวหรือไม่ ฯลฯ หากมีความเสี่ยงก็ควรชะลอการเดินทางไว้ก่อน

  1. การจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า

ควรใช้โปรโมชั่นพิเศษของบัตรเครดิตหรือโปรแกรมของสายการบิน เพื่อจองตั๋วเครื่องบินทั้งขาไปขากลับในราคาประหยัดที่สุด ซึ่งอาจต้องวางแผนล่วงหน้าหลายเดือนหรือข้ามปี แต่จะทำให้คุณมีเงินเหลืออีกมากสำหรับการเพิ่มจำนวนทริปท่องเที่ยวทั่วโลกได้อีกหลายครั้ง ทั้งนี้ต้องศึกษาเรื่องน้ำหนักสัมภาระที่ให้โหลดและพกติดตัวขึ้นเครื่องได้ รวมถึงต้องศึกษาข้อกำหนดพิเศษต่าง ๆ เช่น การพกยาสำหรับโรคประจำตัว ใบรับรองแพทย์ยืนยันระยะตั้งครรภ์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการเดินทางด้วยเครื่องบิน ฯลฯ เพื่อให้การเดินทางราบรื่นที่สุด

  1. มีเพื่อนรู้ใจร่วมเดินทาง

ควรมีเพื่อนเดินทางที่มีอุปนิสัยหรือความสนใจคล้ายกัน จะทำให้การท่องเที่ยวต่างประเทศมีความสนุกและน่าประทับใจยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ จะได้ร่วมพิจารณาเลือกที่พัก ที่กิน ที่เที่ยวด้วยกัน ทั้งยังจัดสรรค่าใช้จ่ายด้วยกันเสียแต่เนิ่น ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าชอบแนวผจญภัยเหมือนกัน จะได้เตรียมเสื้อผ้าของใช้ที่จำเป็นให้พร้อมสำหรับการเล่นสกี ปีนเขา ฯลฯ ถ้าชอบแนวช้อปปิ้งหรือตระเวนชิมอาหาร ก็จะได้แลกเงินไว้ให้พร้อมก่อนไป เป็นต้น

  1. ศึกษาที่พักให้ดี

ควรศึกษาผลการรีวิวที่พักต่างประเทศไว้ล่วงหน้า ทั้งจากเว็บไซต์ของสถานที่นั้น ที่ควรมีภาพถ่ายล่าสุดประกอบการตัดสินใจ ดูคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าที่เคยใช้บริการ เพื่อให้ได้ที่พักผ่อนที่ตรงกับโฆษณา ประหยัดและน่าพอใจที่สุด

  1. มีข้อมูลพื้นฐานของสถานที่ท่องเที่ยวอินเทรนด์

ในแต่ละปี ทุกประเทศจะมีโปรแกรมท่องเที่ยวทั่วโลกใหม่ ๆ มากระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม คุณจึงควรหาข้อมูลพื้นฐานของสถานที่เหล่านั้นเพิ่ม โดยเฉพาะหากเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ เพื่อให้ได้ทั้งความบันเทิงและความรู้อย่างครบครัน

ก่อนจะเดินทางไปท่องเที่ยวทั่วโลกที่ใดก็ตาม ควรเตรียมความพร้อมรอบด้าน ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง สถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ศึกษาข่าวสถานการณ์ในประเทศนั้น ๆ จะทำให้การวางแผนรัดกุม ควบคุมค่าใช้จ่ายได้เหมาะสม และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่สุดกลับมาด้วย

สำรวจตัวเอง ว่ายังรักแฟนเก่าหรือไม่ ?

ก่อนที่จะมีแฟนใหม่ คุณลองสำรวจตัวเองดูก่อนว่า ตอนนี้ลืมแฟนเก่าได้หรือไม่ เพราะหากลืมแฟนเก่าไม่ได้ แล้วคิดว่าถ้ามีแฟนใหม่จะช่วยแทนที่กันได้ เมื่อคุณคิดเช่นนี้ก็จะคล้ายกับคนหลายใจ ทางที่ดีก่อนที่จะเปิดใจความรักครั้งใหม่ให้ลองสำรวจตัวเองเพื่อไม่ให้แฟนใหม่เสียใจหรือเสียความรู้สึกในภายหลัง

ก่อนที่จะเลิกราแฟนเก่า แน่นอนว่ามีความทรงจำในอดีตที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ควรที่จะคิดถึงหรือจมอยู่ในความทรงจำเหล่านั้นด้วยการดึงภาพและคำพูดจากการส่องเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม หรือสิ่งของอะไรก็ตามที่แฟนเก่าเคยให้มา เนื่องจากจะส่งผลกระทบจิตใจของแฟนใหม่ที่กำลังเข้ามาในชีวิตได้ เพราะฉะนั้น ให้คิดว่า ความรักครั้งเก่าจบไปแล้วและชีวิตควรเดินก้าวต่อไปข้างหน้า

การเปรียบเทียบว่าแฟนเก่าดีกว่าแฟนใหม่หรือไม่ เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเสียเลย เพราะบ่งบอกว่ายังมีใจหรือจมในความรักครั้งเก่าอยู่ หากกำลังจะตัดสินใจที่จะคบแฟนใหม่ ก็ควรมองความเป็นจริงว่า แฟนใหม่ คือ แฟนใหม่ แฟนเก่า คือ แฟนเก่า คนละคนกัน เพราะฉะนั้น การเปรียบเทียบกันจะไม่ก่อประโยชน์แต่อย่างใด และจะทำให้ความรักครั้งใหม่สั่นคลอนได้

หากมีความคิดหรือความรู้สึกว่า “ถ้าแฟนเก่าขาดเราไปแล้ว เขาจะอยู่อย่างไร ใครจะดูแล” ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ จะทำร้ายจิตใจแฟนใหม่อย่างแรง เพราะคุณแบ่งใจไปคิดถึงแฟนคนเก่าอยู่เสมอ แบบนี้ก็เหมือนเห็นแฟนใหม่เป็นเพียงสิ่งของมาบำบัดใจคุณชั่วคราวเท่านั้น ถ้าคิดจะมีรักครั้งใหม่แล้ว ขอให้ปล่อยแฟนเก่าไปตามทางของเขาเอง ไม่ต้องไปคิดถึงหรือจมจ่อมอยู่กับความหลัง จงมีความสุขกับแฟนใหม่และรักครั้งใหม่ให้มากที่สุดจะดีกว่า รู้ไว้ว่านี่ไม่ใช้รักในฐานะแฟนบอลที่หลงใหลทีมฟุตบอล แมนยู อาร์เซน่อล แต่นี่เป็นรักในบุคคลที่อาจส่งผลกระทบต่ออีกคนนั่นคือแฟนใหม่ได้

ห่วงใยแฟนเก่า

จัดการความรู้สึกตัวเอง ก่อนเริ่มต้นรักครั้งใหม่

วิธีสำรวจตัวเองว่ายังรักแฟนเก่าหรือไม่ หากคำตอบที่ได้ยังรักแฟนเก่าอยู่ ควรจัดการความรู้สึกตัวเองก่อน เพราะว่าถ้าเปิดใจให้แฟนใหม่ไปแล้ว ควรมีความบริสุทธิ์ใจไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง เนื่องจากการเลิกปิดบังตัวเองเป็นสิ่งสำคัญและเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่ารักครั้งใหม่ของคุณจะไปรอดหรือไม่ ที่สำคัญ แฟนใหม่จะสัมผัสถึงความจริงใจนี้ได้

สุดท้ายนี้ไม่ว่าคุณจะเลือกความรักครั้งเก่าหรือครั้งใหม่ ถือว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่โชคดีที่สุดเพราะความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีกำลังใจในการขับเคลื่อนชีวิตของคุณได้ดีเยี่ยม จงให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้าของคุณ “ณ เวลานี้” มิใช่คนที่ผ่านไปแล้วในอดีต หากทำได้ ก็รับรองว่าความรักครั้งใหม่ของคุณจะทำให้คุณมีความสุขและสดชื่นแน่นอน

บริหารเวลาอย่างไร จึงทำงานได้มากขึ้น 2020

ปัจจุบันทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะมีการแข่งขันสูงมากในทุกวงการ เช่น ท่องเที่ยว แฟชั่น อาหาร ฯลฯ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการหรือลูกจ้าง ต่างก็ต้องพยายามใช้เวลาอย่างมีคุณค่ามากที่สุด ด้วยการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เรามาดูกันว่า จะบริหารเวลาอย่างไรให้ทำงานได้มากขึ้น ในปี 2020 นี้

  1. รีบตื่นนอนแต่เช้า

การตั้งเวลาตื่นนอนช่วง 5:00 น. ถึง 6:00 น. เป็นเวลาดีที่สุด สำหรับการนอนเต็มอิ่มพักผ่อน 6-8 ชั่วโมง แล้วตื่นมาด้วยอารมณ์แจ่มใสในบรรยากาศดี ๆ ยามเช้าตรู่ ที่สำคัญคือ คุณจะมีเวลาเหลือเฟือมากกว่าคนตื่นสายในการทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

  1. เตรียมแผนงานล่วงหน้า 1 วัน

ควรมีแผนการทำงานของวันรุ่งขึ้นไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเย็นหรือก่อนนอน ยิ่งถ้าคุณเป็นคนมีกิจกรรมมาก เช่น เป็นคุณแม่ที่ต้องทำงานบ้าน ดูแลธุรกิจ รับส่งลูกไปโรงเรียน ทำอาหาร ออกกำลังกาย ฯลฯ เรียกได้ว่ามีกิจกรรมมากมายที่ต้องจัดสรรเวลาอย่างลงตัว การเขียนสิ่งที่ต้องทำพร้อมระบุช่วงเวลาไว้ โดยยืดหยุ่นได้บ้างเล็กน้อย จะดีต่อการจัดวินัยตัวเองและไม่พลาดสิ่งที่จำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะหากต้องมีการนัดหมายกับใคร ก็จะไม่หลงลืมแน่นอน

  1. ลำดับความสำคัญให้เป็น

งานแต่ละชิ้นมีความสำคัญ เร่งด่วนและยากง่ายไม่เท่ากัน จะต้องเลือกทำงานที่สำคัญและเร่งด่วนเอาไว้เป็นอันดับแรกของทุกวัน ทำให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ช่วง 8-9 น. หลังจากนั้น จึงเลือกทำงานที่สำคัญและเร่งด่วนน้อยกว่ารองลงมา หากในช่วงบ่ายยังเหลืองานที่ไม่จำเป็นต้องรีบทำ หรือเป็นงานกลุ่มที่ยกให้ผู้อื่นทำได้ก็จะเป็นเรื่องดี เพราะทำให้คุณมีเวลาในการพักผ่อนจากความเครียดตลอดทั้งวันได้มากขึ้น

  1. เลือกทำงานที่ยุ่งยากหรือต้องประสานงานก่อน

หากต้องเลือกระหว่างงานเอกสารที่ทำเป็นประจำ กับงานที่ยุ่งยากในการติดต่อผู้อื่น ให้ทำงานชิ้นที่มีความซับซ้อนต้องประสานงานก่อน เพราะเป็นงานที่ใช้พลังงานและการคิดมาก หากทำตั้งแต่ตอนเช้า จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไวและทำให้คุณลดความตึงเครียดและวิตกกังวลได้อย่างมาก

  1. กำหนดเวลาพักให้ตัวเองอยู่เสมอ

การบริหารเวลาที่ดีต้องให้ความสำคัญกับการพักผ่อนสมองและร่างกายด้วย จึงจะป้องกันไม่ให้ตัวเองเป็นโรคเครียด โรคออฟฟิศซินโดรม โรคไมเกรน ฯลฯ อันเกิดจากการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินไป อย่างน้อยในทุก ๆ 1 ชั่วโมง ควรเว้นช่วงพัก 5-10 นาที และควรจะให้เวลาวันละ 30 นาที สำหรับการออกกำลังกายเป็นประจำด้วย

การบริหารเวลาสำหรับคนวัยทำงานมีเทคนิคหลายอย่างที่คุณสามารถนำมาประกอบกัน เพื่อให้คุณประสบความสําเร็จในชีวิต มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง และมีความสุขในการใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วย

การบริหารเวลาอย่างมืออาชีพให้เวลาเพิ่มเป็น 2 เท่า

ในแต่ละวันเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่คนที่รู้จักจัดสรรบริหารเวลาอย่างเต็มที่ ไม่ว่าวัยเรียนหรือวัยทำงาน จะทำให้เวลาที่มีอยู่เพิ่มขึ้นเหมือนเป็น 48 ชั่วโมงต่อวันได้เลย ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้เร็วและมากกว่าคนอื่น จะมีวิธีอย่างไรทำให้เป็นเช่นนั้นได้ เรามาดูกัน

  1. ปิดเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ที่ไม่จำเป็น

คนไทยมีการเล่น Line และ Facebook เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งจะมีระบบการเตือนเมื่อมีข้อความหรือการลงโพสต์ใหม่จากเพื่อนหรือคนที่คุณติดตามอยู่เสมอ การเปลี่ยนจากเสียงเป็นระบบสั่นอาจช่วยลดการรบกวนระหว่างทำงานได้บ้าง แต่ทางที่ดีคือ ควรปิดระบบการเตือนหรือตั้งใจงดใช้สื่อออนไลน์ที่ไม่เกี่ยวกับงาน นอกจากช่วงพักเท่านั้น จะทำให้งานมีประสิทธิภาพ ทำงานได้อย่างมีสมาธิ ลดความผิดพลาดมากขึ้น

  1. ตัั้งใจให้เวลากับการออกกำลังกาย 30 นาทีต่อวัน

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ระบบฮอร์โมนทำงานได้อย่างมีสมดุล เพิ่มพลังสมองให้แจ่มใสปลอดโปร่ง คิดงานต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว คุณควรให้เวลาในตอนช่วงเช้าราวตี 5 ถึง 7 โมงเช้า อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เพื่อการเล่นโยคะ วิ่ง ว่ายน้ำ ฯลฯ หรือถ้าคุณไม่สะดวก ก็เลือกเป็นช่วงเวลาตอนเย็นหลังเลิกงานก็ได้

  1. ลำดับความเร่งด่วนและความสำคัญของงาน

คุณควรแยกลำดับความสำคัญของงานทุกชิ้น ว่าสิ่งใดที่จำเป็นต้องทำ ผิดพลาดไม่ได้ ให้รีบนำมาทำก่อน โดยเฉพาะถ้าเป็นงานยากหรือต้องประสานงานกับบุคคลจำนวนมาก ก็ควรนำมาวางแผนและดำเนินการให้เสร็จในช่วงก่อนพักรับประทานอาหารเที่ยง จะมีเปอร์เซ็นต์งานสำเร็จที่สูงขึ้น

ส่วนงานที่สำคัญน้อยหรืองานที่ง่ายกว่า คุณสามารถทยอยทำในช่วงบ่าย หรือหากเป็นงานที่สามารถมอบหมายให้แก่ผู้อื่นได้ ก็ควรตัดออกจากแผนงานตัวเอง และยกให้ลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทำ ไม่ควรรับมาทำเองทั้งหมด

  1. อ่านหนังสือแนวพัฒนาตัวเองบ่อย ๆ

การพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เพราะโลกของเราหมุนเร็วขึ้น ทุกคนสามารถเรียนรู้ข้อมูลใหม่ ๆ และเติบโตในหน้าที่การงานได้อย่างรวดเร็ว คุณจึงต้องอ่านหนังสือ ศึกษาคลิป YouTube ลงเรียนคอร์สพัฒนาศักยภาพของตัวเองเสมอ ซึ่งจะทำให้คุณได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มีพลังชีวิตชีวามากขึ้นทุกวันด้วย

จะเห็นได้ว่าการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้คุณเหมือนมีเวลามากกว่าคนอื่น ซึ่งทำให้ได้รับประโยชน์รอบด้านคือ หน้าที่การงานก้าวหน้า รายได้มากขึ้น สุขภาพแข็งแรง อารมณ์แจ่มใส รู้จักผู้คนที่ทำให้โลกกว้างขึ้น ฯลฯ หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงผลักดันให้คุณใส่ใจการบริหารจัดการเวลามากขึ้นในทุกวัน ให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้นอย่างรอบด้าน

รู้จักกับออฟฟิศซินโดรม โรคที่พบบ่อยกับคนทำงานประจำในออฟฟิศ

เมื่อพูดถึงการทำงานประจำในออฟฟิศของคนส่วนใหญ่ จะเท่ากับการใช้เวลาตั้งแต่ 08:00 น ถึง 16:00 น. เพื่อทำงานคีย์ข้อมูลอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือทำงานด้านเอกสารที่แทบไม่ได้เดินเปลี่ยนอิริยาบถ ซึ่งทำให้มีคนป่วยด้วยโรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) จนต้องมาปรึกษาแพทย์มากขึ้น จากสถิติพบว่า อาการนี้เป็นเรื่องปกติของคนทำงานประจำราว 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เราจะมาดูกันว่า โรคนี้เป็นอย่างไรและจะมีวิธีจัดการอย่างไร เพื่อที่จะลดความรุนแรงของปัญหานี้ในคนทำงานประจำได้

ต้องยอมรับว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยมีอาการออฟฟิศซินโดรมอยู่แบบไม่รู้ตัว ทางการแพทย์ให้สังเกตว่าหากคุณมีอาการปวดเมื่อยเรื้อรังอย่างไม่มีสาเหตุ คือ ปวดบริเวณคอ บ่า ไหล่ และตึงไปจนถึงช่วงหลังสะโพก ต้นขา บางครั้งอาจจะมีอาการนิ้วล็อกหรือปวดข้อมือร่วมด้วย ก็อาจเป็นโรคนี้แล้ว

นอกจากนี้ บางรายจะมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปวดหัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ ปวดบริเวณกระบอกตา หรือเป็นไมเกรนร่วมด้วย หากคุณมีอาการเหล่านี้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงหลังจากทำงานนั่งโต๊ะต่อเนื่องเป็นเวลานาน นั่นค่อนข้างมั่นใจได้ว่า คุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังป่วยเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมแล้ว

โรคออฟฟิศซินโดรมไม่จำกัดเฉพาะคนวัยทำงานเท่านั้น ยังรวมไปถึงกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ที่มีไลฟ์สไตล์เกี่ยวกับไอที เช่น ชอบเล่นเกมส์ออนไลน์นาน ๆ หรือนั่งดูหนังในท่าเดียวต่อเนื่องมากกว่า 2 ชั่วโมง รวมถึงบางอาชีพ ได้แก่ นักกีฬาอีสปอร์ต กลุ่มโปรแกรมเมอร์ คนทำงานสายกราฟิก คนทำงานขายของออนไลน์ ทันตแพทย์และแพทย์ที่ต้องนั่งตรวจโรคประจำที่เป็นเวลานาน คนทำงานประดิษฐ์แนว DIY ที่ต้องใช้สมาธิสูงและอยู่กับที่เป็นเวลานาน ก็พบปัญหานี้ได้เช่นกัน

วิธีการเบื้องต้นที่พนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ใช้บรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรม คือ การรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลและการนวด โดยใช้ยาทาแก้ปวดแบบเดียวกับที่นักกีฬาใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่วิธีที่ถูกต้องคือต้องแก้ที่ต้นเหตุ ด้วยการเดินแกว่งแขน บิดเอวไปมา ยืดเส้นทุก ๆ ชั่วโมง ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ ร่วมกับการแบ่งเวลาว่างสัปดาห์ละ 2-3 วัน ในการออกกำลังกาย เช่น เล่นโยคะ วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน รําไทเก๊ก ฯลฯ เหล่านี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่จะทำให้คุณลดความรุนแรงของการเป็นออฟฟิศซินโดรมได้เป็นอย่างดี

สำหรับกลุ่มคนทำงานประจำที่นิยมทำงานล่วงเวลาหรือโอที หรือนำงานกลับมาทำต่อที่บ้าน มักประสบปัญหาที่มากขึ้น เช่น โรคเครียดเรื้อรัง นอนหลับไม่สนิท เป็นโรคไมเกรนอย่างเรื้อรังตามมาด้วย กรณีนี้จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุให้แน่ชัด ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน จะทำให้คุณลดความรุนแรงของปัญหาได้อย่างมาก

การทำธุรกิจใหม่ปี 2020 ต้องพิจารณา 4P

จากตัวเลขสถิติ พบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาการว่างงานในปี 2020 เนื่องจากไวรัสโควิดระบาด อันทำให้บริษัทที่เป็นนายจ้างต้องปิดตัวลง มีการลดพนักงานลดเงินเดือน โบนัส ฯลฯ ทำให้มีหลายคนต้องมองหาธุรกิจส่วนตัวทำเอง ให้มีผลตอบแทนดีเพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่หายไป และยังต้องมีสภาพคล่องเพียงพอในการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่กระเป๋าให้พอกับกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนด้วย

การทำธุรกิจในปี 2020 นั้นต้องพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ให้รอบด้าน โดยยึดหลัก 4P ดังนี้

  1. Product

ตัวสินค้าหรือบริการของคุณต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน ซึ่งโดยมากแล้วลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่วัย 20-35 ปี ที่มีกำลังซื้อสูงหรือมีความสนใจซื้อสินค้าและบริการใด ๆ มักจับจ่ายกับสิ่งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ที่มีความเป็นอัตลักษณ์สูง เสริมภาพลักษณ์ให้ดูดี เช่น ของใช้ DIY สินค้ากลุ่มไอที หรือเพิ่มความสะดวกสบายประหยัดเวลา เช่น บริการจัดส่งสินค้าด่วน ฯลฯ เมื่อรู้เช่นนี้ คุณก็ต้องตีโจทย์ให้แตกก่อนการเริ่มต้นธุรกิจ จึงจะมีโอกาสรอดมากกว่าเจ๊ง

  1. Price

ราคาสินค้าไม่ได้หมายถึงราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง แต่หมายถึงราคาที่เหมาะสมและจับต้องได้ คือ ไม่แพงเกินไปจนเอาเปรียบผู้บริโภค และไม่ราคาถูกเกินไปจนคุณไม่เหลือกำไรเลย ซึ่งคุณต้องประเมินว่าคู่แข่งทางการค้าของคุณนั้นมีสินค้าที่มีคุณสมบัติเช่นไร มีเทคนิคการตั้งราคาอย่างไร เพื่อให้คุณมีหลักการในการกำหนดราคาของตัวเอง และเพื่อให้คุณตอบลูกค้าได้อย่างชัดเจนว่า เหตุใดราคาสินค้าของคุณจึงแพงหรือถูกกว่าเจ้าอื่น

  1. Place

ช่องทางการจำหน่ายสินค้าในยุคนี้ ไม่ควรยึดติดว่าต้องมีพื้นที่หน้าร้านในห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป คุณควรศึกษาช่องทางใหม่ ๆ เพราะปัจจุบันเราต่างประสบปัญหาจากไวรัสโควิดระบาด ต้องมี Social Distance เว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวของคนทั้งภายในและต่างประเทศลดน้อยลง การซื้อขายผ่านระบบออนไลน์จึงเป็นสิ่งที่มาทดแทนกัน คุณต้องใส่ใจเรียนรู้การทำ e-commerce การทำเว็บไซต์, เฟซบุ๊ก หรือ Instagram เพื่อเป็นช่องทางเข้าถึงลูกค้าของคุณในแบบเชิงรุกมากขึ้น

  1. Promotion

การทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือการลดแลกแจกแถมบางช่วงเวลา เป็นสิ่งจูงใจลูกค้าเก่าและใหม่ได้เสมอ คุณอาจไปเข้าร่วมกับเว็บไซต์รวมผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากเข้าด้วยกัน เช่น Lazada ขอจัดโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้าอื่น ๆ ผ่านทางระบบของเขา จะทำให้คุณมีโอกาสได้จำหน่ายสินค้าและเกิดการบอกต่อมากขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า ในปี 2020 นั้น คุณจะต้องใส่ใจองค์ประกอบที่กล่าวมาให้ครบทั้ง 4 ด้าน เพื่อให้มีโอกาสสร้างรายได้ตั้งแต่วันนี้ และมีความมั่นคงพอจะต่อยอดเป็นธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ในอนาคตด้วย

« Older posts