Category: สุขภาพ

รู้จักกับออฟฟิศซินโดรม โรคที่พบบ่อยกับคนทำงานประจำในออฟฟิศ

เมื่อพูดถึงการทำงานประจำในออฟฟิศของคนส่วนใหญ่ จะเท่ากับการใช้เวลาตั้งแต่ 08:00 น ถึง 16:00 น. เพื่อทำงานคีย์ข้อมูลอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือทำงานด้านเอกสารที่แทบไม่ได้เดินเปลี่ยนอิริยาบถ ซึ่งทำให้มีคนป่วยด้วยโรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) จนต้องมาปรึกษาแพทย์มากขึ้น จากสถิติพบว่า อาการนี้เป็นเรื่องปกติของคนทำงานประจำราว 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เราจะมาดูกันว่า โรคนี้เป็นอย่างไรและจะมีวิธีจัดการอย่างไร เพื่อที่จะลดความรุนแรงของปัญหานี้ในคนทำงานประจำได้

ต้องยอมรับว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยมีอาการออฟฟิศซินโดรมอยู่แบบไม่รู้ตัว ทางการแพทย์ให้สังเกตว่าหากคุณมีอาการปวดเมื่อยเรื้อรังอย่างไม่มีสาเหตุ คือ ปวดบริเวณคอ บ่า ไหล่ และตึงไปจนถึงช่วงหลังสะโพก ต้นขา บางครั้งอาจจะมีอาการนิ้วล็อกหรือปวดข้อมือร่วมด้วย ก็อาจเป็นโรคนี้แล้ว

นอกจากนี้ บางรายจะมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปวดหัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ ปวดบริเวณกระบอกตา หรือเป็นไมเกรนร่วมด้วย หากคุณมีอาการเหล่านี้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงหลังจากทำงานนั่งโต๊ะต่อเนื่องเป็นเวลานาน นั่นค่อนข้างมั่นใจได้ว่า คุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังป่วยเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมแล้ว

โรคออฟฟิศซินโดรมไม่จำกัดเฉพาะคนวัยทำงานเท่านั้น ยังรวมไปถึงกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ที่มีไลฟ์สไตล์เกี่ยวกับไอที เช่น ชอบเล่นเกมส์ออนไลน์นาน ๆ หรือนั่งดูหนังในท่าเดียวต่อเนื่องมากกว่า 2 ชั่วโมง รวมถึงบางอาชีพ ได้แก่ นักกีฬาอีสปอร์ต กลุ่มโปรแกรมเมอร์ คนทำงานสายกราฟิก คนทำงานขายของออนไลน์ ทันตแพทย์และแพทย์ที่ต้องนั่งตรวจโรคประจำที่เป็นเวลานาน คนทำงานประดิษฐ์แนว DIY ที่ต้องใช้สมาธิสูงและอยู่กับที่เป็นเวลานาน ก็พบปัญหานี้ได้เช่นกัน

วิธีการเบื้องต้นที่พนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ใช้บรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรม คือ การรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลและการนวด โดยใช้ยาทาแก้ปวดแบบเดียวกับที่นักกีฬาใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่วิธีที่ถูกต้องคือต้องแก้ที่ต้นเหตุ ด้วยการเดินแกว่งแขน บิดเอวไปมา ยืดเส้นทุก ๆ ชั่วโมง ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ ร่วมกับการแบ่งเวลาว่างสัปดาห์ละ 2-3 วัน ในการออกกำลังกาย เช่น เล่นโยคะ วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน รําไทเก๊ก ฯลฯ เหล่านี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่จะทำให้คุณลดความรุนแรงของการเป็นออฟฟิศซินโดรมได้เป็นอย่างดี

สำหรับกลุ่มคนทำงานประจำที่นิยมทำงานล่วงเวลาหรือโอที หรือนำงานกลับมาทำต่อที่บ้าน มักประสบปัญหาที่มากขึ้น เช่น โรคเครียดเรื้อรัง นอนหลับไม่สนิท เป็นโรคไมเกรนอย่างเรื้อรังตามมาด้วย กรณีนี้จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุให้แน่ชัด ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน จะทำให้คุณลดความรุนแรงของปัญหาได้อย่างมาก

วิธีเอาตัวรอดในการใช้ชีวิตกลางฝุ่นพิษ pm 2.5

ฝุ่นพิษ pm 2.5 กลายเป็นเหตุการณ์ประจำปีร่วมกับสังคมไทยมา 2-3 ปีแล้ว และมักจะแวะเวียนมาในช่วงเวลาเดิม ๆ คือช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี ทำเอาคนส่วนใหญ่ต้องโหลดแอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศ อย่างแอปพลิเคชัน Air4thai มาไว้ใช้ตรวจค่าฝุ่นทุกวัน หรือไม่ก็หาซื้อเครื่องวัดคุณภาพอากาศโดยเฉพาะมาไว้ตรวจสอบให้มั่นใจ ทำเอาเครื่องฟอกอากาศ รวมไปถึงหน้ากากอนามัยชนิด N95 ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่นจิ๋ว ขายดิบขายดี จนขาดตลาดเป็นช่วง ๆ ไม่ก็ราคาแพงจนหลายคนเดือดร้อน

หากคนไทยยังจำเป็นต้องอยู่กับฝุ่น pm 2.5 ต่อไปอีกหลาย ๆ ปี ก็จำเป็นต้องหาทางปรับตัวให้สามารถอยู่กับฝุ่นพิษให้ได้โดยไม่ตื่นตระหนก และหาอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นพิษสำรองไว้ในกรณีที่ไม่สามารถหาหน้ากากอนามัยชนิด N95 ได้ ในบางช่วงเวลา

วิธีการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางฝุ่น pm 2.5 ที่ไม่ควรมองข้าม

1. ปรับหน้ากากอนามัยธรรมดาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจนสามารถใช้ป้องกันฝุ่นจิ๋วได้เหมือนหน้ากาก N95 ด้วยการใช้กระดาษทิชชูซ้อน 2 แผ่นด้านใน วิธีนี้นอกจากจะช่วยกรองฝุ่นได้ใกล้เคียงกับหน้ากาก N95 แล้ว ยังช่วยประหยัดสตางค์ค่าหน้ากากไปได้เยอะเลยทีเดียว เนื่องจากหน้ากาก N95 มีราคาสูงกว่าหน้ากากอนามัยหลายเท่าตัว

2. เลี่ยงการออกกำลังกายในที่โล่งแจ้ง เพื่อลดผลกระทบต่อ สุขภาพ โดยเลือกการออกกำลังกายในห้องที่ปิดมิดชิด หรือเลือกประเภทกีฬาที่ไม่ต้องเล่นกลางแจ้ง เช่น ตีแบดมินตันในโรงยิม, เล่นฟิตเนส หรือ​โยคะ เป็นต้น

3. ใช้น้ำเกลือล้างจมูกในช่วงที่มีค่าฝุ่นละอองสูง เพื่อที่น้ำเกลือจะได้ชะล้างฝุ่นและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ภายในจมูกออกไป

4. เลือกกินอาหารที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย โดยเฉพาะอาหารในกลุ่มผักและผลไม้ ซึ่งมีสารอาหารสำคัญเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายโดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกัน อาทิ

ตำลึง, ฟักทอง, ผักบุ้ง และมะละกอ ผักและผลไม้กลุ่มนี้ให้วิตามิน A และเบตาแคโรทีน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของภูมิต้านทานในร่างกายได้โดยตรง

ปลาทะเล เป็นอาหารกลุ่มที่ให้ โอเมก้า 3 สูง ซึ่งผลวิจัยระบุว่าสามารถลดผลกระทบให้กับร่างกายจากฝุ่นพิษ pm 2.5 ได้

บรอกโคลีและผักในกลุ่มกะหล่ำ มีสารซัลโฟราเฟน ซึ่งมีสรรพคุณในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ดี

ผลไม้และผักใบเขียวต่าง ๆ ให้วิตามินซีและวิตามินอี กับร่างกาย ซึ่งจะช่วยต้านการอักเสบของร่างกาย และลดระดับอนุมูลอิสระในกลุ่มคนที่อยู่ท่ามกลางมลพิษได้เป็นอย่างดี

5. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หรือไม่ต่ำกว่าวันละ 8-10 แก้ว

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นตัวช่วยสำคัญ เพื่อให้ดำเนินชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่นพิษได้ ตราบที่เรายังไม่รู้ว่าฝุ่น pm2.5 จะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน

วิธีเอาตัวรอดในการใช้ชีวิตกลางฝุ่นพิษ

ทำอย่างไรจึงจะลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล

การมีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินเป็นปัญหาสุขภาพที่พบในกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงานมากยิ่งขึ้น โดยเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ชนิดอาหารที่บริโภค และพฤติกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

วิธีการลดความอ้วน ที่มีประสิทธิภาพ

1. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำด้วยการทอด

อาหารที่ทำด้วยอาหารที่ทอด เช่น ไก่ทอด ลูกชิ้นทอด มันฝรั่งทอบกรอบ ฯลฯ จะมีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามร่างกายในปริมาณสูง การจำกัดปริมาณการบริโภคอาหารกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาหลังมื้อเที่ยงเป็นต้นไป จะช่วยลดขนาดหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขาของคุณได้ และทำให้สุขภาพโดยรวมดียิ่งขึ้นด้วย

2. เปลี่ยนอาหารมื้อใหญ่เป็นมื้อเล็ก ๆ

คนที่ต้องการลดน้ำหนักควรปรับลักษณะการกินอาหาร ให้ใกล้เคียงกับคนตั้งครรภ์ หมายถึง ให้รับประทานครั้งละน้อย ๆ และเปลี่ยนจากวันละ 3 ครั้ง เป็น 4-5 ครั้ง จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้น ทำให้สมองไม่หลั่งสารเคมีที่กระตุ้นความอยากอาหารบ่อย ๆ และยังช่วยให้ระบบฮอร์โมนอินซูลิน ลดระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น และเสริมอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้ดียิ่งขึ้นด้วย

3. มีวินัยในการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญหรือที่เรียกว่ากระบวนการเมตาบอลิซึ่มทั่วร่างกาย เมื่อระบบการเผาผลาญดีขึ้น ไขมันที่สะสมอยู่ทั้งในอวัยวะภายใน เช่น ที่ตับ และที่อยู่ตามผิวหนัง ใต้หน้าท้อง ต้นแขนต้นขา สะโพก จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ปริมาณการออกกำลังกายที่เพียงพอ คือ วันละ 30 นาทีอย่างน้อยวันเว้นวัน จะช่วยให้คุณเห็นผลลัพธ์ด้านลดความอ้วนได้ใน 2-3 เดือน

4. แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ

นอกจากที่การแปรงฟันจะช่วยเสริมอนามัยในช่องปากได้ดีแล้ว ยังลดความรู้สึกอยากรับประทานอาหารจุกจิกระหว่างวันได้ดียิ่งขึ้น เพราะรสชาติอาหารที่ลิ้นรับรสได้จะเปลี่ยนไป และเป็นการส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ได้ว่า คุณได้จบมื้ออาหารแล้ว หากทำบ่อย ๆ จะกลายเป็นกิจวัตรที่ทำให้คุณควบคุมการประทานอาหารว่างหรือขนมหวานได้ดีขึ้นมาก

5. การใช้อาหารเสริมลดน้ำหนัก

อาหารเสริมลดน้ำหนักมีหลายยี่ห้อที่นำสมุนไพรจากธรรมชาติมาช่วยในการเพิ่มการเผาผลาญและลดความอยากอาหารได้ ควรสอบถามวิธีการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงก่อนตัดสินใจซื้อจากเจ้าหน้าที่ call center ของแต่ละบริษัท หรือปรึกษาแพทย์ก่อนถ้าคุณมีโรคประจำตัว ไม่ควรซื้อทานเองเด็ดขาด

จะเห็นได้ว่า เทคนิคในการลดความอ้วนที่เราแนะนำมาทุกข้อนั้น เป็นสิ่งที่คุณสามารถเริ่มปฏิบัติได้เลย เพียงมีวินัยในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถลดความอ้วนได้อย่างแน่นอน

วิธีการลดความอ้วน ที่มีประสิทธิภาพ

ไม่อยากเป็นโรคความดันโลหิตสูง ต้องดูแลสุขภาพอย่างไร

โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลก เนื่องจากความเร่งรีบทำให้คนมักขาดการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง การบริโภคอาหารที่มีความเข้มข้นของเกลือสูง และการความเครียดในการทำงาน หากปล่อยไว้จะทำให้เสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดในสมองแตกเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้ หากต้องการห่างไกลจากโรคความดันต้องดูแลสุขภาพอย่างไรบ้าง มาดูพร้อมกันเลย

ดูแลสุขภาพอย่างไร ให้ปลอดภัยจากโรคความดัน

ควบคุมน้ำหนัก

ค่า BMI เป็นมาตรฐานที่จะช่วยให้ทุกคนดูแลน้ำหนักตัวให้ห่างไกลจากโรคอ้วนและความดันโลหิตสูงได้ ค่า BMI มาจากน้ำหนักหน่วยเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงยกกำลัง 2 ถ้าค่า BMI มากเกินกว่า 22.9 ก็จะเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงและโรคอ้วน การคอยชั่งน้ำหนักและคำนวณค่า BMI เป็นประจำ จะทำให้คุณมีเกณฑ์ในการควบคุมน้ำหนักตัวที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

มีการศึกษาพบว่าเมื่อคนเราออกกำลังกาย จะมีการหลั่งฮอร์โมนและสารเคมีธรรมชาติที่ดีในร่างกายออกมา เพื่อปรับสมดุลเส้นเลือดและลดไขมันสะสมที่อุดตันในเส้นเลือดที่ได้มาจากการรับประทานอาหาร เช่น LDL และไตรกลีเซอไรด์ได้ เพียงออกกำลังกายวันละ 30 นาที เป็นประจำทุกวันจะช่วยให้ระดับความดันโลหิตสูงลดลงได้ประมาณ 10 มิลลิเมตรปรอท เข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น คือไม่เกิน 120/ 80 มิลลิเมตรปรอท

ผ่อนคลายความเครียด

ความเครียดเป็นสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูง เพราะไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทที่ทำให้เส้นเลือดหดเกร็งตัว หากเป็นเส้นเลือดที่มีขนาดเล็กในสมองและมีความเปราะบาง จะทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตกเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้ง่าย การผ่อนคลายอารมณ์ด้วยการเลี้ยงสัตว์ การเล่นกับสุนัขและแมว ร้องเพลง เต้นแอโรบิก อ่านหนังสือนิยาย ท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ฯลฯ สามารถช่วย ลดความเครียดและทำให้ลดความเสี่ยงการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้

ลดการเข้าสังคม

เมื่อต้องเข้าสังคม หลายคนมีการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและยังทำให้คุณมีคุณภาพการนอนหลับที่ลดลง เพราะการหลั่งสารเมลาโทนินที่ช่วยในการนอนหลับจะเปลี่ยนแปลงไป และการสร้างโกรทฮอร์โมนที่ช่วยในการฟื้นฟูร่างกายตอนกลางคืนก็จะด้อยกว่าปกติ การเข้าสังคมที่น้อยลงจะช่วยให้สุขภาพคุณดีขึ้นและห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงได้แน่นอน

การดูแลสุขภาพให้ปลอดโรคความดันโลหิตสูงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรใส่ใจเพื่อให้สุขภาพดีขึ้นในระยะยาว เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านตระหนักถึงภัยร้ายใกล้ตัว อย่างโรคความดันโลหิตสูงมากยิ่งขึ้น เพื่อการดูแลสุขภาพตัวเองที่ดีต่อไป

ดูแลสุขภาพอย่างไร ให้ปลอดภัยจากโรคความดัน

เทคนิคการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เป็นปัญหาสุขภาพของคนไทยจำนวนไม่น้อย ทำให้มีอาการน้ำมูกไหล จาม คันจมูก คันตาและผิวหนัง หากมีอาการรุนแรงอาจถึงขั้นหอบหืดหรือหายใจไม่ออกได้

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมเทคนิคการดูแลสุขภาพเพื่อให้ห่างไกลโรคภูมิแพ้ได้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้ทุกท่านนำไปเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัว ดังนี้

1. เลือกรับประทานอาหารที่ผลิตจากเนื้อขาว เช่น เนื้อปลา ไก่ แทนเนื้อแดง เช่น วัว หมู เนื่องจากมีการวิจัย พบว่า การรับประทานเนื้อแดงเป็นประจำ รวมถึง นมจากวัว จะทำให้ร่างกายได้รับกรดไขมันโอเลอิกในสัดส่วนที่มากกว่าเนื้อขาวถึง 3 เท่า รวมถึงได้รับโปรตีนโมเลกุลใหญ่ที่อาจกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้

2. รับประทานน้ำมันปลาเป็นประจำ จะช่วยปรับระบบของร่างกายให้หลั่งสารเคมีและฮอร์โมนที่สมดุลขึ้นและลดภาวะตอบสนองมากเกินไปของภูมิต้านทานที่ทำให้เป็นภูมิแพ้กำเริบได้

3. ทำความสะอาดเปลี่ยนไส้กรองเป็นประจำ ทั้งเครื่องปรับอากาศของห้องนอน ห้องทำงานและในรถยนต์ จะช่วยให้กรองฝุ่นละอองได้ดียิ่งขึ้น และลดปัญหาความอับชื้นสะสมและภาวะภูมิแพ้ที่เกิดจากเชื้อราหมักหมมได้

4. รับประทานผักสดและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล มะเขือเทศ ส้ม กีวี สตอเบอรี่ ฯลฯ จะช่วยให้อาการของโรคภูมิแพ้ทุเลาลงและยังช่วยป้องกันโรคหวัดที่มักเป็นในช่วงที่อากาศเปลี่ยนด้วย

5. รับประทานวิตามินซีแบบเม็ดเสริมวันละ 1000 mg เป็นประจำ จะช่วยลดความรุนแรงของการเป็นโรคภูมิแพ้และสามารถใช้เสริมกับการใช้ยารักษาโรคภูมิแพ้ที่แพทย์แผนปัจจุบันให้ได้อย่างปลอดภัย

ดูแลสุขภาพเพื่อให้ห่างไกลโรคภูมิแพ้

6. ออกกำลังกายเป็นประจำวันละ 30 นาทีช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ทำให้ลดความถี่และความรุนแรงของโรคภูมิแพ้ได้ เช่น การว่ายน้ำ วิ่ง โยคะ ปั่นจักรยาน ฯลฯ

7. ทำความสะอาดที่นอนเป็นประจำ และกำจัดไรฝุ่นที่แทรกอยู่ตามใยผ้าด้วยเครื่องดูดฝุ่นระบบสุญญากาศ การนำที่นอนไปตากแดดแรงประมาณ 1-2 ชั่วโมงทุกสัปดาห์ หรืออาจเปลี่ยนไปใช้ปลอกหมอนและผ้าปูที่นอน ที่ผลิตด้วยนวัตกรรมการทอใยผ้าแบบถี่พิเศษ ซึ่งจะป้องกันไรฝุ่นแทรกตัวไปอยู่อาศัยและแพร่พันธุ์ตามเนื้อผ้าได้

8. งดการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในห้องนอน เพราะมีเห็บหมัดและการผลัดขนตามธรรมชาติที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้โรคภูมิแพ้กำเริบได้

จะเห็นได้ว่า การลดปัญหาโรคภูมิแพ้สามารถทำได้หลายวิธี นอกจาการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ยังต้องใส่ใจปัจจัยกระตุ้นหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วย หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมและเพื่อให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ได้อย่างยาวนาน